ค้นหาบล็อกนี้

วิธีพิทักษ์ รักษ์โลกของเรา

"เราทำได้ คุณก็ทำได้"
ลดปริมาณขยะ
ลดการใช้พลังงาน
เพิ่มอ๊อกซิเจนให้กับน้ำ
รักษาพันธุ์สัตว์ป่า

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กิจกรรมรณรงค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

มุ่งมั่นทำต่อไปค่ะ

แกะไม่ออกอ่ะ

เร็วๆหน่อย ฉันจะติดกาว!

ของหายแล้วเรา

กิจกรรมรณรงค์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

พวกเรากำลังทำหัวข้อเรื่อง อย่างตั้งใจค่ะ ^^

งานเสร็จไปกว่าครึ่ง ดีใจจัง!

ช่วยกันแกะกาวสองหน้า และติดบอร์ดกัน

โฮ เสร็จแล้ว พวกเราดีใจค่ะ

งานก็เป็นแบบนี้ล่ะค่ะ สวยๆๆ

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ยูเครนเตรียมช่วยหมี ถูกทารุณในร้านอาหาร

รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของประเทศยูเครน ประกาศเตรียมช่วยเหลือหมี ที่ถูกทำทารุณ และบังคับให้ดื่มวอดกาในร้านอาหาร และโรงแรมในที่ต่างๆทั้งหมด...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันที่ 3 ส.ค.ว่า นายไมโคลา ซโลเชฟสกี รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของประเทศยูเครน กล่าวว่า จะเร่งดำเนินการช่วยเหลือหมี ที่ถูกจับเพื่อนำไปโชว์ในภัตตาคารต่างๆ และถูกบังคับให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยบอกว่า มันเป็นเรื่องที่ผิดหลักมนุษยธรรม และเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้


"ในโทรทัศน์ยังมีการถ่ายทอดการทารุณกรรมหมีภายในร้ายอาหาร และโรงแรมต่างๆ เราจะทนให้มีการกระทำเยี่ยงนี้ในร้านอาหาร และปล่อยให้บรรดาแขกเหรื่อบังคับให้หมีดื่มวอดกา และนั่งหัวเราะไปอีกนานแค่ไหนกัน" เขากล่าว

ทั้งนี้ นายซโลเชฟสกี ยังเปิดเผยว่า ทางกระทรวงเตรียมแผนการสร้างเขตที่อยู่อาศัย ซึ่งจะสามารถรองรับหมีได้ถึง 80 ตัว ไว้ที่เขตุอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าแห่งหนึ่งในประเทศแล้ว

อนึ่ง การจับและฝึกหมีเพื่อความบันเทิงในร้านอาหาร มีมาตั้งแต่สมัยยูเครนยังรวมเป็นประเทศเดียวกันกับรัสเซีย และยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่ายูเครนจะยกให้หมีเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำชาติแล้วก็ตาม

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/oversea/191358

สนองพระราชดำริฟื้นฟูดิน ยกเขาหินซ้อนเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ

นายเกรียงศักดิ์ หงษ์โต รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าวว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จังหวัดฉะเชิงเทรา นับเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรก ที่กรมพัฒนาที่ดินได้สนองพระราชดำริ เข้าไปฟื้นฟูสภาพดิน พร้อมกันนี้ยังเป็นแกนกลางประสานส่วนราชการอื่นๆ เพื่อร่วมพลิกฟื้นปรับเปลี่ยนจากพื้นที่ขาดศักยภาพในการทำเกษตร สภาพทะเลทรายกลายเป็นพื้นที่เขียวชอุ่ม ดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก สร้างความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ได้อยู่ดีกินดีขึ้นเป็นอย่างมาก


รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าวต่อว่า ศูนย์พัฒนาฯ ดังกล่าว หลังเข้าไปดูแลทำการพลิกฟื้นสามารถปลูกพืชพรรณต่างๆ สร้างรายได้ สร้างงานให้กับประชาชนในพื้นที่ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งผลสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้นถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติให้ประชาชนได้เรียนรู้ในการดำรงชีวิตตามแบบอย่างเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งผลพวงจากการดำเนินงานดังกล่าว ได้ก่อเกิดโครงการและกิจกรรมที่สร้างความสุข เสริมความรู้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ประชาชนได้รู้จักการใช้ประโยชน์จากดินอย่างรู้คุณค่า เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้ได้อย่างยั่งยืนต่อไป.

ที่มา http://oknews.exteen.com/20110804/entry-43

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ปรอทในก๊าซธรรมชาติ


เมื่อพูดถึงปรอท ทุกคนจะนึกถึงปรอทที่อยู่ในเทอร์โมมิเตอร์ที่ใช้วัดอุณหภูมิ หรือบาโรมิเตอร์ที่ใช้วัดความดันบรรยากาศ หรือมาโนมิเตอร์ที่ใช้วัดความดันเลือด ปรอทเป็นธาตุที่มีคุณอนันต์ ในขณะเดียวกันก็มีโทษมหันต์ ปรอทเป็นสารที่มีพิษร้ายแรงมาก สามารถดูดซึมผ่านระบบหายใจ ระบบทางเดินอาหาร และซึมผ่านทางผิวหนังถ้ามีแผลหรือรอยแตกและสะสมพิษเอาไว้ เนื่องจากปรอทเป็นธาตุที่ระเหยได้และสามารถอิ่มตัวในอากาศ จึงเป็นสารที่มีอันตรายมาก ได้มีมาตรฐานกำหนดปริมาณสารปรอทในอากาศหายใจ ซึ่งกำหนดโดย Envirnmental Protection Agency (EPA) ของประเทศสหรัฐอเมริกาให้อากาศมีสารปรอทได้ไม่เกิน 100 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร สารประกอบปรอทที่มีพิษมากที่สุดได้แก่ เมทธิลเมอร์คิวรี่ เมอร์คิวริกคลอไรด์ ซึ่งสามารถระเหิดได้และมีพิษกัดกร่อนสูง ก๊าซธรรมชาติบางแหล่งในโลกพบว่ามีไอของปรอท และสารประกอบเจือปนมาด้วย เช่น ที่โปแลนด์ รัสเซีย อัลจีเรีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติในแหล่งอรุณ ประเทศอินโดนีเซีย พบว่ามีปริมาณสูงถึง 300 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร

ปรอทที่พบในก๊าซธรรมชาติของไทย ตรวจพบครั้งแรกในสภาพของเหลวค่อนข้างบริสุทธิ์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2528 บริเวณอ่าวไทย ที่แหล่งปลาทอง และพบที่แหล่งสตูล เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2528 โดยเก็บได้ที่ Dew Point Control Unit ส่วนแหล่งเอราวัณ พบปรอทในสภาพเป็นของเหลว เมื่อเดือนสิงหาคม 2531 โดยเก็บได้ที่ Sample Line ของหัวสูบ (Wellhead) ก๊าซธรรมชาติที่มีปริมาณปรอทเจือปน จะมีผลต่อระบบท่อในโรงแยกก๊าซเพราะว่าปรอทมีคุณสมบัติที่จะรวมตัวกับโลหะได้เกือบทุกชนิดซึ่งเรียกว่า Amalgum ปฏิกิริยานี้จะทำให้โครงสร้างของโลหะผสมของท่อในโรงแยกก๊าซเสียหาย ดังนั้นการวิเคราะห์ปรอทในก๊าซธรรมชาติ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะปรอทมีผลทั้งต่อระบบท่ออุปกรณ์ และต่อสภาวะแวดล้อม

ปรอทที่พบในก๊าซธรรมชาติ จะอยู่ในรูปของไอปรอท และปะปนมากับก๊าซธรรมชาติจากแหล่งกักเก็บปิโตรเลียม เมื่อขึ้นสู่ปากหลุมหรือผ่าน Dew Point Control Unit (DPCU คือ จุดลดอุณหภูมิของก๊าซ เพื่อแยกของเหลวออกจากก๊าซ อุณหภูมิที่ใช้ต้องคำนวณโดยอาศัย Equilibrium ของก๊าซ) ปรอทจะแยกตัวออก ไอปรอทที่พบในก๊าซธรรมชาติมีอยู่ 2 รูป คือ อยู่ในรูปของธาตุปรอท และสารประกอบของปรอท โดยสารประกอบของปรอทที่พบในก๊าซธรรมชาติส่วนมาก ได้แก่ dimethylmercury (ไดเมทธิลเมอร์คิวรี) และ diethylmercury (ไดเอทธิลเมอร์คิวรี)

การเกิดปรอทในก๊าซธรรมชาติ จากการศึกษาโดย Arne Jernelov พบว่าปรอทเป็นธาตุที่หนัก เนื่องจากมีค่าความถ่วงจำเพาะประมาณ 13 และไม่ละลายในน้ำ ดังนั้นในการตกตะกอนซึ่งมักจะสะสมในบริเวณใกล้ปากแม่น้ำหรือปากอ่าว ปรอทจะสามารถรวมเป็นสารประกอบ (Form Complex) ได้อย่างแข็งแรงกับสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ จากนั้นจึงตกตะกอนรวมกับตะกอนอื่น ๆ โดยปรอทจะถูกออกซิไดส์ไปเป็น Bivalent lon (Hg+2) และ Hg+2 จะถูก methylate ไปเป็น methylmercury และ dimethylmercury จะอยู่ในน้ำ และสะสมในปลา สาหร่าย ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในน้ำ ในขณะที่ dimethylmercury มีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไปกับก๊าซออกสู่บรรยากาศภายนอก ภายใต้สภาวะที่เป็นกรด และมีแสงอุลตราไวโอเลต dimethylmercury จะไม่คงตัวและถูกเปลี่ยนไปเป็น methylmercury ซึ่งอาจตกตะกอนหรือถูกเปลี่ยนไปเป็นธาตุปรอท ขบวนการต่าง ๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับขบวนการทางเคมี ชีวะและฟิสิกส์ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง

ในสหรัฐอเมริการายงานว่าสารประกอบไฮโดรคาร์บอน จะเกิดร่วมกับปรอท ที่เมือง Mt.idlo ในมลรัฐแคลิฟอร์เนียพบว่าปรอทเกิดร่วมกับน้ำมันดิบและก๊าซ ที่แหล่งปิโตรเลียม Cymric ใน Kern County มลรัฐแคลิฟอร์เนีย พบธาตุปรอทและสารประกอบของปรอท ในน้ำมันดิบ ก๊าซ และ Saline Oilfield Water และพบว่าก๊าซธรรมชาติที่แยกออกจากน้ำมันดิบจะอิ่มตัวด้วยไอปรอท

ปัจจุบันการพบปรอทในก๊าซธรรมชาติไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ เพราะพบปรอทในก๊าซธรรมชาติหลายแหล่งทั่วโลก และมีปริมาณปรอทสูง ดังนั้นถ้าหากมีการกำกับดูแลปริมาณปรอทในก๊าซให้เป็นไปตามมาตรฐาน และมี Mercury Absorber ติดตั้งก่อนเข้าโรงแยกก๊าซ รวมทั้งการกำจัดปรอทในน้ำซึ่งแยกออกจากก๊าซธรรมชาติในขบวนการผลิต ปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งเกิดขึ้นจากกิจการปิโตรเลียม จะลดน้อยลงมาก
ที่มา http://www.school.net.th/library/snet6/envi3/parod/parodn.htm

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิทยาศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ของจุดน้ำจืดสูงสุด (Peak Water)

วิทยาศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ของจุดน้ำจืดสูงสุด (Peak Water)
สฤณี อาชวานันทกุล


ในวิถีการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่ผ่านมากว่า 200 ปี คงไม่เกินจริงนักหากจะกล่าวว่า วิชาเศรษฐศาสตร์มีส่วน “ทำบาป” ทางทฤษฎีและวิถีปฏิบัติไม่น้อยเลย แต่บาปหลายประการซึ่งนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักควรจะยอมรับและไถ่บาปอย่างเร่งด่วน เพราะมันสร้างความเสียหายและทำให้รัฐทั่วโลกดำเนินนโยบายผิดพลาดอย่างต่อเนื่อง มีรากมาจากความเข้าใจผิดสองข้อเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ

ความเข้าใจผิดข้อแรกคือ การมองไม่เห็นว่า “ทุนทางสังคม” และกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรของชุมชนสามารถมีประสิทธิภาพดีได้ และในหลายกรณีมีประสิทธิภาพดีกว่าการตัดแบ่งทรัพยากรให้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลหรือให้รัฐจัดการควบคุมด้วยซ้ำไป (ประเด็นนี้ เอลินอร์ ออสตรอม นักเศรษฐศาสตร์สำนักสถาบันใหม่ (new institutional economics) เจ้าของรางวัลโนเบลปี 2009 อธิบายอย่างแจ่มชัดในงานของเธอ ผู้เขียนจะหยิบมาเล่าสู่กันฟังต่อไป)

ความเข้าใจผิดข้อสองคือ การมองไม่เห็น “ขีดจำกัด” ของทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งทรัพยากรที่มีวันหมด (ธรรมชาติไม่สร้างใหม่แล้ว) อาทิ เชื้อเพลิงฟอสซิล และทรัพยากรที่ธรรมชาติสร้างใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่มนุษย์กำลังตักตวงหรือผลาญอย่างรวดเร็วเกินอัตราการฟื้นฟูของธรรมชาติ อาทิ อากาศบริสุทธิ์ แหล่งประมงในทะเลหลายแห่ง และแหล่งน้ำจืด


เมื่อพูดถึงน้ำจืด คำว่า “จุดน้ำจืดสูงสุด” (peak water) เพิ่งได้รับการประดิษฐ์เมื่อไม่นานมานี้เอง คำอธิบายที่ชัดที่สุดคือคำอธิบายของ ปีเตอร์ กลีก (Peter Gleick) และ มีนา พาลาเนียบพัน (Meena Palaniappan) ในบทความซึ่งได้รับการตีพิมพ์ปี ค.ศ. 2010 ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences เรื่อง “Peak water limits to freshwater withdrawal and use” (“จุดน้ำจืดสูงสุดของการตักตวงและใช้น้ำจืด”)


คำว่า “จุดน้ำจืดสูงสุด” อาจทำให้หลายคนประหลาดใจ เป็นไปได้อย่างไรที่น้ำจืดจะหมด? ในเมื่อธรรมชาติมี “วัฏจักรของอุทกวิทยา” หรือเรียกสั้นๆ ว่า วัฏจักรน้ำ ซึ่งทุกคนต้องเรียนตั้งแต่เด็ก แต่กลีกและพาลาเนียบพันยืนยันว่า เราอาจเข้าสู่ “จุดน้ำจืดสูงสุด” ได้จริง เพราะในหลายพื้นที่เรากำลังใช้น้ำในปริมาณและอัตราที่เร็วกว่าการฟื้นฟูของวัฏจักรน้ำในธรรมชาติ

ก่อนอื่นพวกเขาเท้าความว่า ภาวะขาดแคลนน้ำกำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ในหลายภูมิภาคทั่วโลก (อ่านมุมมองและข้อเสนอของนักสิ่งแวดล้อมบางส่วนได้ใน “วิกฤตน้ำและทางออก : ข้อคิดจาก เลสเตอร์ บราวน์”) เสร็จแล้วกลีกและพาลาเนียบพันก็สรุปเรื่อง “จุดผลิตน้ำมันสูงสุด” (Peak Oil) และเปรียบเทียบกับจุดน้ำจืดสูงสุดเพื่อให้เราเห็นภาพชัดขึ้น ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างน้ำกับน้ำมัน (นอกจากว่ามันเข้ากันไม่ได้) คือ น้ำมันมีจำกัด หมดแล้วหมดเลย ส่วนน้ำอาจมีจำกัดเฉพาะในระดับท้องถิ่น ในระดับโลกอาจมีไม่จำกัดถ้าหากเราลงทุนพัฒนาแหล่งน้ำจืดใหม่ๆ แต่ในทางกลับกัน น้ำมันในฐานะแหล่งพลังงานมีสิ่งที่ใช้ทดแทนได้มากมาย อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ฯลฯ แต่ไม่มีอะไรที่สามารถทดแทนน้ำได้ กลีกและพาลาเนียบพันสรุปความแตกต่างระหว่างน้ำกับน้ำมันเป็นตารางต่อไปนี้


จุดน้ำจืดสูงสุดนั้นคล้ายกันกับจุดผลิตน้ำมันสูงสุดในแง่ที่ว่า ขณะที่เราเข้าใกล้มัน เราต้องเลือกว่าจะตอบสนองต่อความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไร ทางแรกคือหาทางลดความต้องการใช้น้ำลง (เช่น รณรงค์หรือบังคับให้คนประหยัดน้ำ) ทางที่สองคือเปลี่ยนวิธีใช้น้ำ เปลี่ยนจากการใช้มูลค่าต่ำไปสู่การใช้ที่มีมูลค่าทางสังคมหรือเศรษฐกิจสูงกว่า ทางที่สามคือย้ายความต้องการไปสู่บริเวณที่มีน้ำเหลือเฟือ ทางที่สี่คือลงทุนเพิ่ม เช่น ขนส่งน้ำมาจากที่อื่น หรือลงทุนในน้ำทะเลซึ่งมีไม่จำกัด เช่น แยกเกลือออกจากน้ำทะเล (desalination) ให้คนบริโภคได้ กระบวนการนี้มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแล้วในหลายพื้นที่ อาทิ ซาอุดิอาระเบีย อิสราเอล สิงคโปร์ และบางประเทศในทะเลคาริบเบียน

พูดง่ายๆ คือ มนุษย์ย่อมตักตวงแหล่งน้ำซึ่งมีต้นทุนถูกก่อน พอถึงจุดคุ้มทุนสูงสุดก็ต้องเปลี่ยนไปใช้แหล่งน้ำที่แพงกว่าเดิม เช่น แยกเกลือออกจากน้ำ เพื่อตอบสนองความต้องการที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มิฉะนั้นน้ำก็จะขาดแคลน ปริมาณน้ำที่ผลิตได้จึงมีลักษณะเป็น “ขั้นบันได” ดังรูปด้านล่างนี้


กลีกและพาลาเนียบพันอธิบายว่า น้ำเป็นทรัพยากรที่ทั้งทดแทนได้และไม่ได้ มันทดแทนได้ในแง่ที่ไหลเวียนและเปลี่ยนรูปได้อย่างรวดเร็ว (flow) การใช้น้ำของมนุษย์ปกติไม่มีผลต่ออัตราการฟื้นฟูของวัฏจักรน้ำในธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตาม น้ำก็ทดแทนไม่ได้เหมือนกันในแง่ที่มันสะสมเป็น “คลัง” (stock) ใต้ดินในระดับท้องถิ่น น้ำใต้ดินท้องถิ่นคล้ายกันกับน้ำมัน ตรงที่อัตราการสูบขึ้นมาใช้ของมนุษย์นั้นรวดเร็วกว่าอัตราการฟื้นฟูของชั้นหินอุ้มน้ำ (นักวิทยาศาสตร์มักจะเรียกชั้นหินนี้ว่า ชั้นหิน “ฟอสซิล” เพราะมันฟื้นฟูช้ามาก)


การสูบน้ำบาดาลเกินกำลังการฟื้นฟูของธรรมชาติอาจส่งผลกว้างไกลกว่าภาวะขาดแคลนน้ำ นักวิจัยในอินเดียกลุ่มหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้พบว่า อินเดียใช้น้ำมหาศาลจากการสูบน้ำบาดาลที่ทดแทนไม่ได้ และน้ำเหล่านั้นก็ไปลงเอยในทะเล ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นแต่ระดับน้ำใต้ดินลดลงอย่างฮวบฮาบ ทั้งหมดนี้ยังไม่นับว่าภาวะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงจะซ้ำเติมให้ภาวะขาดแคลนน้ำเลวร้ายลงอีกมากในอนาคต

ถึงที่สุดแล้ว แนวคิด “จุดน้ำจืดสูงสุด” ไม่ได้ตอบคำถามว่า น้ำจืดจะ “หมด” เมื่อไร แต่เป็นคำเตือนให้เราตระหนักว่า บนดาวเคราะห์สีฟ้าของเราดวงนี้ มีน้ำเพียงร้อยละ 3.5 ของน้ำทั้งโลกเท่านั้นที่เป็นน้ำจืด และในจำนวนนี้มีเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 เท่านั้นที่เราใช้ได้ – ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า เรากำลังจะมองเห็นขีดจำกัดที่ชัดเจนของความต้องการใช้น้ำในหลายพื้นที่ทั่วโลก และ “การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน” ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กหรือไร้สาระอีกต่อไปแล้ว

ที่มา>>http://www.greenworld.or.th/columnist/ecosaveworld/1381

วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เตือนดินถล่มรุนแรง!!

กรมอุทยานฯ สั่งเฝ้าระวัง 6 จุดเสี่ยงน้ำท่วม-ดินถล่ม ในเขตอุทยานฯ เขาใหญ่ ชี้อาจรุนแรงเหมือนเกิดที่ อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 22 ก.ค. นายสุนันต์ อรุณนพรัตน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ขณะนี้ นายมาโนช การพนักงาน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ได้ให้ข้อมูลเข้ามาเป็นการด่วนว่าบริเวณเขาเขียว ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานฯ เขาใหญ่ ไม่กี่วันมานี้มีฝนตกปริมาณ 300 มิลลิเมตรในรอบ 24 ชั่วโมง ซึ่งตนสั่งให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะหากฝนตกติดต่อกัน3วัน อาจเกิดเหตุน้ำท่วมดินถล่ม ซึ่งจัดว่าเป็นพื้นที่ที่อันตรายจึงขอเตือนว่าอย่าเข้าไปอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว...


ที่มา :http://www.thairath.co.th/content/region/188326